New Issues » “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ปรับระบบรับพฤติกรรมนักชอปออนไลน์

“กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ปรับระบบรับพฤติกรรมนักชอปออนไลน์

9 พฤศจิกายน 2020
0

Newscurveonline.com : “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ชี้วิกฤติ COVID-19ทำพฤติกรรมการใช้จ่ายผู้บริโภคเปลี่ยน พร้อมปรับตัวรับสภาพการดำเนินธุรกิจที่ผันผวน เน้นการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ชูดิจิทัล นวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไตรมาสสุดท้ายเติบโตกว่า 20% เทียบกับในไตรมาสที่ 3 ส่งผลปี 63 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 2.8 แสนล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 8.3 หมื่นล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 1.44 แสนล้านบาท

นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานกรรมการ “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิตกรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า กล่าวว่า จากข้อมูลของสายงานยุทธศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึก “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและบัตรสินเชื่อในเครือของบริษัทตั้งแต่เดือนมีนาคม-กันยายน 2563 ชี้ให้เห็นว่า แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยังไม่กลับมาในระดับเทียบเท่ากับปีที่แล้ว แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น โดยวิกฤติ COVID-19 ที่เกิดขึ้น นอกจากจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ยังส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทุกวัยเริ่มคุ้นชินกับความสะดวกสบายที่ได้จากบริการออนไลน์ แม้คลายล็อกดาวน์แล้ว บริการเหล่านี้ก็ยังเป็นที่นิยม เช่น หมวดชอปออนไลน์, สินค้าตกแต่งบ้าน, บริการสั่งอาหาร, สตรีมมิ่ง และบันเทิงออนไลน์

ขณะที่บางหมวดหลังคลายล็อกดาวน์ก็เริ่มมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น หมวดโรงแรมในประเทศ, หมวดร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า, แฟชั่น, ความงามและเครื่องสำอาง โดยหมวดที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักและยังมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ หมวดประกันภัย และซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

จากข้อมูลของสายงานยุทธศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึก “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ยังพบพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเครดิตว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคทุกวัยคุ้นชินกับการใช้จ่ายและใช้บริการออนไลน์ โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ยอดใช้จ่ายในหมวดชอปปิงออนไลน์ ยังคงเติบโตต่อเนื่องแต่เริ่มมีแนวโน้มช้าลง โดยตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม ยอดใช้จ่ายออนไลน์เติบโตกว่าปีที่แล้วกว่า 150% แต่หลังเดือนพฤษภาคม เติบโตเพียง 75% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยลูกค้าทุกวัยยังคงมีแนวโน้มใช้จ่ายในหมวดชอปปิงออนไลน์เพิ่มขึ้น
  • หมวดสินค้าตกแต่งบ้าน ในช่วงล็อกดาวน์ลูกค้าซื้อสินค้าหมวดสินค้าตกแต่งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าตัว และหลังคลายล็อก ยอดขายหน้าร้านก็เพิ่มสูงขึ้นมาก แสดงถึงความสนใจในการตกแต่งบ้านที่เพิ่มขึ้น
  • ยอดใช้จ่ายในหมวดบริการสั่งอาหาร (Food Delivery) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เติบโตขึ้นกว่าในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 3 เท่าตัว
  • หมวดบริการสตรีมมิ่งและความบันเทิงออนไลน์เติบโตสูง แม้หลังช่วงคลายล็อกดาวน์ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ขณะที่หมวดความบันเทิง เช่น โรงภาพยนตร์ ยังคงซบเซา แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้บริการสตรีมมิ่งและความบันเทิงออนไลน์มากขึ้น

 

หมวดโรงแรมในประเทศ, ร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า, แฟชั่น, ความงามและเครื่องสำอาง มีสัญญาณที่ดีขึ้นหลังคลายล็อกดาวน์

  • การท่องเที่ยวในประเทศ ยอดจองโรงแรมในเดือนสิงหาคม-กันยายน มีแนวโน้มสูงขึ้น คาดว่าเป็นผลจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค รวมถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภาครัฐ อย่างไรก็ดี ยอดจองตั๋วเครื่องบินและยอดใช้จ่ายในหมวดตัวแทนท่องเที่ยว โดยรวมส่วนใหญ่ยังซบเซา ยกเว้นตัวแทนท่องเที่ยวที่เป็นพันธมิตรหลักในโครงการเราเที่ยวด้วยกันของรัฐ และยอดจองตรงกับโรงแรมซึ่งมียอดสูงขึ้น นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายในหมวดบริการเช่ารถยังเติบโตขึ้น แสดงถึงความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวแบบส่วนตัวมากขึ้น
  • คนเริ่มกลับมารับประทานอาหารที่ร้านมากขึ้น แม้ว่ายอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารจะยังไม่กลับมาในระดับที่เทียบเท่ากับปีที่แล้ว แต่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ยอดใช้จ่ายในแต่ละครั้งสูงขึ้นกว่าช่วงล็อกดาวน์ถึง 64% นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายในหมวดนี้ในช่วงหลัง 20.00 น.ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในคืนวันศุกร์ แสดงให้เห็นว่า คนเริ่มกลับมารับประทานอาหารที่ร้านมากขึ้น
  • คนเริ่มกลับเข้าห้างหลังคลายล็อกดาวน์ โดยในเดือนสิงหาคม 2563 ยอดใช้จ่ายในหมวดห้างสรรพสินค้าสูงกว่ายอดในเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา 3% ก่อนจะลดลงในช่วงเดือนกันยายน
  • ยอดใช้จ่ายสินค้าแฟชั่นเริ่มกลับมากระเตื้องขึ้น ที่น่าสนใจคือ ยอดใช้จ่ายในการซื้อสินค้าแบรนด์หรูเติบโตสูงกว่าแบรนด์ระดับกลาง แสดงว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังคงมีกำลังซื้อและใช้จ่ายต่อเนื่อง
  • หมวดความงามและเครื่องสำอางกลับมากระเตื้องขึ้นหลังคลายล็อกดาวน์ โดยยอดใช้จ่ายในหมวดสินค้าประเภทสกินแคร์เติบโตสูงกว่าสินค้าประเภทเครื่องสำอาง

หมวดประกันภัย และหมวดซูเปอร์มาร์เก็ตยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรที่สูงที่สุด

  • หมวดประกันภัยและหมวดซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นหมวดใช้จ่ายพื้นฐาน เป็นหมวดที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยยังคงมียอดใช้จ่ายใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรที่สูงที่สุดเป็นอันดับที่หนึ่งและสอง ตามลำดับ

นางสาวณญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงบรรยากาศการจับจ่ายที่เริ่มฟื้นตัว สอดคล้องกับผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของ “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์ โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 1.96 แสนล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 5.8 หมื่นล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 1.33 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี สภาวะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันค่อนข้างผันผวน บริษัทฯ จึงเตรียมปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ ด้วยการเน้นการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยนำดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และยกระดับคุณภาพการบริการ เช่น บริการส่งใบเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-billing), การใช้ระบบดิจิทัล เวิร์คโฟลว์ และการนำหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการทำงานที่มีการทำซ้ำ (Robotic Process Automation-RPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ, รวมถึง บริการใหม่ ๆ ในแอปพลิเคชันยูชูส (UCHOOSE) เช่น U Manage บริการที่เปิดให้สมาชิกบัตรสามารถดำเนินการผ่านแอปด้วยตนเอง เช่น ตรวจสอบยอดชำระของบัตรเครดิตและสินเชื่อ, ขอ e-statement,  บริการจ่ายบิลผ่านแอป KMA และ SCB, U Product บริการแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัย, UMall บริการนำเสนอดีลพิเศษสำหรับสินค้า หรือบริการจากพันธมิตรของบริษัท, และ UCard บริการรับสมัครบัตรใหม่ผ่านทางแอปแบบ Digital Lending ซึ่งมีกำหนดจะเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563

ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 จะเติบโตกว่า 20% เมื่อเทียบกับในไตรมาสที่ 3 และคาดว่าตลอดทั้งปี 2563 จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 2.8 แสนล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 8.3 หมื่นล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 1.44 แสนล้านบาท