New Issues » “แสนสิริ” ทำรายได้ 9 เดือนรวม 26,511 ล้านบาท

“แสนสิริ” ทำรายได้ 9 เดือนรวม 26,511 ล้านบาท

17 พฤศจิกายน 2020
0

Newscurveonline.com : “แสนสิริ” แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/63 โกยกำไรสุทธิฯ 765 ล้านบาท เติบโตกระฉูดจากไตรมาสก่อน 196% แจงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 โดดเด่น มีรายได้รวม 8,582 ล้านบาท ดันรอบ 9 เดือน มีรายได้รวม 26,511 ล้านบาท เติบโตขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างผลงานโอนประสบความสำเร็จ จากทั้งแนวราบและแนวสูง พร้อมกำกระแสเงินสดในมือรวม 12,000 ล้านบาท

นางสาววรางคณา อัครสถาพร รักษาการ ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  หรือ SIRI เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 196% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิฯ 258 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ยังมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 8.9% โตขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิ 2.3% และโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิ 7.5% ขณะที่ในรอบ 9 เดือนของปี 2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 1,085 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3/2563 บริษัทฯ มีรายได้กว่า 8,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการขาย อยู่ที่ 7,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้ค่าบริการธุรกิจอยู่ที่ 626 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมในรอบ 9 เดือน อยู่ที่ 26,511 ล้านบาท

“ผลงานรายได้ที่ดีในช่วงไตรมาส 3 มาจากความสำเร็จจากการรุก Sansiri Housing Evolution ในตลาดโครงการแนวราบ และ Sansiri Service ที่ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกแสนสิริ ส่งผลให้ประสบความสำเร็จ โดยในตลาดแนวราบ บริษัทฯ สามารถทำรายได้เฉพาะไตรมาส 3 อยู่ที่ 4,492 ล้านบาท และรายได้ในรอบ 9 เดือนอยู่ที่ 13,941 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากคอนโดมิเนียมมาจากผลงานการโอนที่โดดเด่น โดยรายได้คอนโดมิเนียมเฉพาะไตรมาส 3 อยู่ที่ 3,143 ล้านบาท และรายได้ในรอบ 9 เดือนอยู่ที่ 9,415 ล้านบาท”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีผลงานการโอนที่โดดเด่นทั้งในแนวราบและแนวสูง โดยผลงานการโอนล่าสุด พุ่งไปแล้วถึง 38,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 109% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 90% จากเป้าหมายยอดโอนใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 43,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการแนวราบ 15,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมมียอดโอนล่าสุดสูงถึง 22,900 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 186% ผลงานมาจากการโอนคอนโดมิเนียม อาทิ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ, คาวะ เฮาส์, เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101, เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์ และเดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง รวมถึงเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จ อาทิ XT เอกมัย, โอกะ เฮาส์, ดีคอนโด ธาร จรัญฯ, ลา ฮาบานา หัวหิน รวมถึงการโอนที่อยู่อาศัยแนวราบให้แก่ลูกค้าตามแผนงานอย่างต่อเนื่อง

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ยังนับเป็นไตรมาสที่สำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการที่ลูกค้าจะมองหาและตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมอีก 5 โครงการ รวมมูลค่า 4,800 ล้านบาทเพื่อตอบรับเรียล ดีมานต์ รวมถึงการโอนคอนโดมิเนียม “ดีคอนโด ธาร จรัญฯ คอนโดมิเนียมโครงการล่าสุดในทำเลจรัญสนิทวงศ์ บนพื้นที่สีเขียวแห่งเดียวในจรัญฯ จุดเด่นของโครงการตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่กำลังเติบโตสูง โดยโครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร รูปแบบห้องสตูดิโอ พื้นที่ใช้สอย 26.52 ตารางเมตร และห้องแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 54 ตารางเมตร รวม 484 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,000 ล้านบาท ในทำเลถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชันที่เชื่อมสู่ถนนสายหลักทั้งถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบรมราชชนนี และถนนราชพฤกษ์ได้โดยสะดวก

นอกจากนี้โครงการยังตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายเฉลิมรัชมงคล ส่วนต่อขยายสัญญาที่ 3 ช่วงสถานีเตาปูนถึงสี่แยกท่าพระ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดใช้งานในต้นปี 2563 นี้ โดยโครงการตั้งอยู่เพียง 1.9 กิโลเมตรหรือเพียง 5 นาทีจากสถานีบางขุนนนท์ ซึ่งในอนาคตจะเป็นสถานีร่วมหรือนับเป็นจุดเชื่อมต่อแห่งอนาคตของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และเพียง 5 นาทีจากทางด่วนศรีรัช ส่งผลให้ศักยภาพของทำเลในย่านนี้มีการขยายตัวและเติบโต ประกอบด้วยการขยายถนนตัดใหม่ การขยายตัวของสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาลศิริราช การขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ในเส้นราชพฤกษ์ เป็นต้น ซึ่งหลังจากเปิดขายโครงการได้รับการตอบรับที่ดี โดยมียอดขายไปแล้ว 70% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีกระแสเงินสดที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจรวม 12,000 ล้านบาท ที่มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและมีความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์ พร้อมพรีเซลล์ แบ็กล็อก มูลค่าอีกกว่า 32,000 ล้านบาท ที่จะรองรับการเติบโตระยะยาวเป็นระยะเวลาอีก 3 ปี