New Issues » เลขาธิการสภาพัฒน์ เผย GDP ปี 64 อาจพลิกบวก 4% ชู “สถาปนิก” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เลขาธิการสภาพัฒน์ เผย GDP ปี 64 อาจพลิกบวก 4% ชู “สถาปนิก” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

19 พฤศจิกายน 2020
0

Newscurveonline.com : เลขาธิการสภาพัฒน์ มั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 63 ติดลบ 6% จากที่ประเมินไว้ว่าจะติดลบ 7.5% จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งความหวังปี 64 สถานการณ์อาจดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นบวก 4% ยกวิชาชีพ “สถาปนิก” มีบทบาทสำคัญร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ความหลากหลาย / ดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นผสานการพัฒนาเมือง / ดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ / ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน

 

จากการจัดงานสภาสถาปนิก ACT FORUM ’20 Design + Built ระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สถาปนิกกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2564” ว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ส่งผลให้ตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ติดลบอยู่ที่ 12.2% เรียกได้ว่าต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยก่อนหน้านี้ประเมินว่าตัวเลขในไตรมาส 3 จะดีขึ้น อยู่ที่ติดลบ 7.5% แต่จากการคลายล็อกดาวน์ ซึ่งทำให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้และสถานการณ์โดยรวมของประเทศดีขึ้น ปรากฏว่าในไตรมาส 3 GDP ติดลบอยู่ที่ 6.4% ซึ่งดีขึ้นกว่าในไตรมาสก่อนหน้า และดีกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้

จากเดิมที่เคยประเมินว่าตลอดทั้งปี 2563 GDP จะติดลบที่ประมาณ 7.5% จึงปรับตัวเลขเหลือ ติดลบ 6% หากสถานการณ์ยังดีขึ้นเรื่อย ๆ มีการร่วมแรงร่วมใจกัน หรืออาจมีวัคซีนป้องกัน COVID-19 ก็มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2564 เราอาจจะพลิกการเติบโตของ GDP กลับมาเป็นบวกได้ประมาณ 4% อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าประเทศของเรายังขาดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่มากพอจะรองรับวิกฤติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ในระยะถัดไปเราจึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่ผ่านมาเราเน้นพึ่งพาการท่องเที่ยวกับการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ในโครงสร้าง ในระยะถัดไปเราจึงต้อง Diversify หรือสร้างความหลากหลายในโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ Sectors ใหม่ ๆ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพและการป้องกัน รวมทั้ง Medical Care หรือการรักษา ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องลงทุนกันต่อไปในอนาคต

 

สถาปนิกกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

นายดนุชา กล่าวอีกว่า เมื่อเราต้องสร้างความหลากหลายในโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาปนิกจะมีบทบาทสำคัญมากในหลาย ๆ ด้าน ประการแรกทิศทางเศรษฐกิจของไทยจะเน้นการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก หรือเมืองรองต่าง ๆ โดยการพัฒนาเมืองหลักนั้นจะเน้นให้เป็น Growth Pole หรือศูนย์กลางการเติบโต แล้วกระจายไปสู่เมืองรองต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาส สร้างแหล่งงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้ประชาชน โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความเป็นเมืองจะขยายมากขึ้น ชนบทกับเมืองจะใกล้ชิดเข้าหากันมากขึ้น ดังนั้นในอนาคตการวางผังเมืองในเมืองหลักและเมืองรองจะกลายมาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจุดนี้เป็นบทบาทสำคัญของสถาปนิก ในการที่จะใช้ความเชี่ยวชาญในการวางผังเมืองที่มีความเหมาะสมและรองรับการเติบโต

ประการที่สอง เมื่อเราต้องพัฒนาเมืองให้กระจายการเติบโตออกไป สิ่งที่สำคัญคือการดึงเอาอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาผสมผสานให้แต่ละเมืองเกิดความแตกต่างที่น่าดึงดูดใจ เพราะหากขาดอัตลักษณ์แล้ว การพัฒนาเมืองแต่ละเมืองก็จะดูเหมือนๆ กันหมด ขาดความน่าดึงดูดใจ สำหรับเมืองหลักที่มีการพัฒนาไปแล้วอย่างเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ในอนาคตก็จะต้องมีการเติมเต็มเรื่องอัตลักษณ์ให้มีความชัดเจน ในอนาคตจะได้เห็นความร่วมมือจากภาครัฐและท้องถิ่นมากขึ้นในการพัฒนาภูมิทัศน์ของเมืองให้มีความน่าอยู่ มีการวางผังเมืองที่มีประสิทธิภาพผสานการชูอัตลักษณ์ของแต่ละท้องที่ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องอาศัยคนในวิชาชีพสถาปนิกเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ประการที่สามที่สถาปนิกจะมีบทบาทช่วยได้อย่างมากคือ ทิศทางการพัฒนาประเทศต่อจากนี้จะมุ่งขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development ซึ่งประเทศของเราได้ลงนามใน The Paris Agreement ว่าจะมีการลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนลดราว 20% ในอีก 20 ปีข้างหน้า จากปริมาณที่เราปล่อยอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นทางสังคมที่ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่การลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม หรือการคมนาคม แต่ยังรวมถึงการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน อันจะส่งผลช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งบทบาทของสถาปนิกก็ช่วยขับเคลื่อนประเด็นนี้ได้เป็นสำคัญ เพราะสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่มี Creative Mind มีความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นนวัตกรรม ทั้งการออกแบบก่อสร้าง นวัตกรรมวัสดุ ที่จะมาเติมเต็มดีมานด์การก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานเหล่านี้ แน่นอนว่าจะส่งผลต่อไปยังภาคการผลิตวัสดุก่อสร้างด้วย เพราะจะเกิดดีมานด์ของสถาปนิกที่ทำให้ฝั่งผู้ผลิตจะต้องไปคิดค้น วิจัย และผลิตขึ้นมาให้ตอบโจทย์ความต้องการ ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อมาคือผลิตภัณฑ์วัสดุนวัตกรรมเหล่านี้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้

ประการสุดท้าย เมื่อเมืองกับชนบทมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ชุมชมต่าง ๆ ก็จะขึ้นมามีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันการผลิตสินค้าของชุมชนยังมีปัญหาอยู่มาก มีผลทำให้สินค้าไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่ดึงดูดใจผู้ซื้อ ซึ่งจากการได้พูดคุยกับ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก็มีเคสที่ชุมชนผลิตสินค้าพื้นบ้านออกมาแล้วขายไม่ดี ขายไม่ได้ จนวันหนึ่งมีสถาปนิกที่เป็นลูกหลานของชุมชน เข้าไปช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบที่มีดีไซน์ทันสมัยสวยงามเหมาะสม มีบรรจุภัณฑ์ที่น่าซื้อ ก็ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้และทำให้สินค้าขายดีขึ้น จากเดิมที่ทำขายกันตามมีตามเกิด ซึ่งในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนนี้ เชื่อว่าคนในวิชาชีพสถาปนิกจะมีบทบาทที่สำคัญมากที่จะช่วยเหลือให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนนั้นดีขึ้น กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงของการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ

ผู้สนใจรับชมและฟังปาฐกถาฉบับสมบูรณ์ได้ที่  https://fb.watch/1RX6cguLyO/