Newscurveonline.com : ธุรกิจกลุ่มสินค้าสัตว์เลี้ยงยังเป็นที่น่าจับตาในปัจจุบันจากอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยคนเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าในไทย หรือต่างประเทศจากที่เคยเป็น Pet Lover ได้กลายเป็น Pet Parent ความต้องการแสวงหาสิ่งที่ดีและสร้างความสุขมากที่สุดให้กับลูก ๆ นั้น จึงกลายเป็นความต้องการที่มีมูลค่าสูง
ผู้ประกอบการในตลาดกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดรับกับตลาด ดังนั้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของแบรนด์สินค้าที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกสินค้ากลุ่มสัตว์เลี้ยงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด
‘อัฐพล ศิริขจรกิจ’ เจ้าของแบรนด์ “บาร์ฟบ็อกซ์” (BARFBOX) อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง เปิดเผยว่า เริ่มต้นสร้างแบรนด์เมื่อ 3 ปีก่อน จากการพยายามหาวิธีแก้ปัญหาการเลี้ยงสุนัขที่มีราคาแพงในด้านต่าง ๆ โดยเรื่องอาหารนั้นให้ความสนใจกับกลุ่มอาหารบาร์ฟ (BARF : Biological Appropriate Raw Foods) ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่แล้วต่างประเทศ และรู้จักกันเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในไทยผ่านการพูดคุยและหาข้อมูลทางช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาหารบาร์ฟทั่วไปเป็นอาหารดิบและสดเพื่อให้ใกล้เคียงกับการกินในแบบธรรมชาติที่ได้สารอาหารมากที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยง แต่สภาพอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่กลับทำให้เกิดเชื้อรา อาหารเสียเร็ว ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยง จึงทำการศึกษาและลองนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้จนกลายเป็นอาหารบาร์ฟแห้งสำเร็จรูปพร้อมทานในแบรนด์ บาร์ฟบ็อก (BARFBOX)
“หลังจากทำตลาดในประเทศมาได้สักระยะ จึงมองหาตลาดต่างประเทศ จนถึงปัจจุบัน BARFBOX ได้ส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมา 2 ปีแล้ว โดยลูกค้าหลักคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ด้วยจุดแข็งที่ต่างจากแบรนด์อื่นคือ สะอาด สะดวก ง่ายต่อการขนส่ง และไม่ต้องใช้ตู้เย็นในการเก็บรักษา อีกทั้งการร่วมงานแสดงสินค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศนั้น ทำให้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าและเป็นโอกาสให้เราได้นำเสนอสินค้า พร้อมเข้าใจลูกค้าได้อย่างไม่รู้จบ ส่งผลดีต่อธุรกิจในการนำไปพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดนี้มากยิ่งขึ้น โดยลูกค้าต่างชาติที่ได้รู้จักกับแบรนด์เรา มักจะถูกใจในความใส่ใจ คุณภาพ และความง่ายในการเก็บรักษา และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตั้งใจคิดมาเพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงอย่างจริงใจ”
‘ศศิญา โสภาเสถียรพงศ์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ด็อกกี้โพชั่น” (DOGGYPOTION) แชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ผิวหนังบอบบาง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุนัขพันธุ์ปักกิ่งที่เลี้ยงและเป็นโรคผิวหนังตั้งแต่เด็ก ๆ จากภูมิคุ้มกันไม่ดี จึงได้เริ่มศึกษาข้อมูลเพื่อทำให้ผิวหนังสุนัขดีขึ้น จึงเกิดไอเดียจุดประกายที่จะผลิตสินค้าดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง โดยสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญอยู่เสมอคือประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) และการเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้าก่อนนำเสนอสินค้า (Customized Solution)
“แบรนด์ DOGGYPOTION ทำการส่งออกมา 4 ปีแล้ว ในช่วงแรกไม่ได้มองตลาดต่างประเทศเลย แต่เมื่อได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรืองานแฟร์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทำให้เห็นการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในต่างประเทศ แต่สิ่งที่ได้มากกว่ายอดจำหน่ายคือประสบการณ์ การมีโอกาสได้เจรจากับลูกค้าหลายครั้ง ทำให้ทราบความต้องการของตลาดในแต่ละประเทศ ได้เรียนรู้แนวทางการทำการตลาดที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เกิดมิตรภาพทางการค้ากับผู้ประกอบการคนอื่น โดยประเทศในเอเชียอย่างสิงค์โปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน เวียดนาม และเมียนมา ถือเป็นตลาดหลักของการส่งออกและได้รับการตอบรับที่ดี เพราะมีสภาพอากาศคล้ายกับไทย ปัญหาผิวหนังของสัตว์เลี้ยงคล้ายกัน ตอนนี้สัดส่วนการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศคือ 90:10 จากการเป็นแค่ผู้จำหน่ายสินค้าระหว่างกัน ตอนนี้ขยับขึ้นเป็นการมองหาพาร์ทเนอร์ชิพที่ตั้งใจทำให้ด็อกกี้โพชั่นมีโอกาสเติบโตในประเทศนั้น ที่สำคัญคือต้องการทำงานกับคนที่มี Core Value เดียวกัน คือเป็นคนรักสัตว์จริง ๆ และจริงใจกับลูกค้า”
ส่วน ‘ปิยณัฐ รัตนวงศาโรจน์’ เจ้าของแบรนด์ BARKËTEK สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับสัตว์เลี้ยง เล่าว่า ตลาดของใช้สัตว์เลี้ยงนั้นในปีที่เริ่มต้นธุรกิจยังมีช่องว่างทางธุรกิจ สินค้าสัตว์เลี้ยงในขณะนั้นยังไม่มีการออกแบบ ทำให้รูปลักษณ์ คุณภาพ ไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้ทำการออกแบบสินค้าใหม่ทั้งหมดให้สอดรับกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่ต้องการสินค้าที่มีการออกแบบและการใช้งานที่ดีขึ้น โดยแบรนด์ก่อตั้งมา 7 ปี และส่งออกมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว
“เป้าหมายแรกนั้นต้องการเจาะตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว จึงเริ่มทำการออกบูทและทำการตลาดในประเทศต่าง ๆ ผ่านทางการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ได้คู่ค้าและที่ปรึกษาในต่างประเทศ ทั้งยังได้เครือข่ายธุรกิจเพิ่มเติมจากงานแสดงสินค้าที่เข้าร่วม ใช้เวลาสร้างฐานลูกค้าพอสมควรในช่วงหลายปีแรก โดยลูกค้าหลักของเรา คือ ตลาดเอเชีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน ลูกค้าต่างชาติชอบในรูปแบบสินค้า การออกแบบที่เรียบง่าย และราคาที่ไม่แพง ทำให้ตัวแทนสามารถนำไปกระจายสินค้าได้ง่าย”
ด้าน นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในปี 2562 มีมูลค่าการเติบโตที่ 35,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 10% แบ่งเป็นธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง 45% มูลค่า 15,954 ล้านบาท ธุรกิจการให้บริการสัตว์เลี้ยง 32% มูลค่า 11,345 ล้านบาท และธุรกิจสินค้าอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยง 23% มูลค่า 8,154 ล้านบาท ด้วยความต้องการของกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์คือ เลือกสิ่งที่ดีมีคุณภาพให้กับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ บริการต่าง ๆ ดังนั้นตลาดกลุ่มนี้ยังมีการโอกาสทางการเติบโตที่ค่อนข้างสูง เป็นกลุ่มตลาดที่ต่างประเทศให้ความสนใจ ด้วยผลิตภัณฑ์จากไทยมีความใส่ใจคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์แบบพรีเมียม
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เตรียมการจัดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok 2021 ในวันที่ 10 – 14 มีนาคม 2564 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ตลอดจนผู้ประกอบการในกลุ่ม Niche Market ได้แก่ สินค้าสำหรับผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) สินค้าแม่และเด็ก (Mom & Kids) สินค้าสัตว์เลี้ยง (PET) ได้พบปะเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ / ผู้นำเข้าทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร.0 2507 8363 และ 8364