Special Stories » คิดนอกกรอบสู่สินค้าใหม่ “STYLE BANGKOK COLLABORATION 2020”

คิดนอกกรอบสู่สินค้าใหม่ “STYLE BANGKOK COLLABORATION 2020”

14 ตุลาคม 2020
0

Newscurveonline.com : โครงการ “STYLE BANGKOK COLLABORATION 2020” สร้างมิติใหม่ให้สินค้าไลฟ์สไตล์ไทย นำพาผู้ประกอบการคิดนอกกรอบ สร้างไอเดียใหม่สำหรับพัฒนาสินค้า ดึงความโดดเด่นระหว่างแบรนด์มาผสานกันเพื่อสร้างจุดสินค้าใหม่ เกิดการขยายฐานลูกค้าระหว่างกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมเดินหน้าต่อยอดผลงานความร่วมมือในครั้งนี้ทั้งในและต่างประเทศครบทุกช่องทางผ่านออนไลน์-ออฟไลน์

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีนโยบายที่จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องตั้งรับกับแข่งขันบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ  ปรับตัว และหาโอกาสให้สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกด้วยความมั่นใจ   โครงการพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่ หรือ “STYLE Bangkok Collaboration 2020” สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เดือนมีนาคม 2564 เป็นโครงการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยให้มีความทันสมัย เกิดสินค้าใหม่ สร้างความหลากหลายให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อและผู้นำเข้า มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการ โดยในอนาคตยังมีแผนต่อยอดผลงานความร่วมมือของทั้ง 32 แบรนด์จากโครงการนี้ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการตลาด ไม่เพียงแต่งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ไม่ว่าจะออฟไลน์ หรือออนไลน์ต่อไป

เพลินจันทร์ วิญญารัตน์’ นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์แบรนด์ Mook V ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมให้คำปรึกษาในโครงการ เล่าว่า การ Collaboration ระหว่างแบรนด์นั้นจะทำให้สินค้ามีจุดแข็งและความแปลกใหม่ ช่วยเพิ่มมูลค่า ทำให้สามารถสร้างตลาดได้ใหญ่ขึ้น โดยสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ รูปลักษณ์ หรือการดีไซน์เป็นสิ่งแรกที่จะดึงดูดความสนใจให้คนหยิบจับ หลังจากนั้นจะดูถึงการใช้งานว่า สามารถนำมาใช้งานได้จริงหรือไม่ ฟังก์ชันตอบโจทย์ความต้องการมากน้อยเพียงใด ซึ่งความสวยและฟังก์ชันต้องไปด้วยกัน ผู้ประกอบการจะต้องชัดเจนในการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะขายตั้งแต่แรก และการจะทำให้สินค้ามีความโดดเด่นและมีดีไซน์เป็นของตนเอง บางครั้งไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์เสมอไป

‘รัฐ เปลี่ยนสุข’ นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผู้ก่อตั้ง Sumphat Gallery ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมให้คำปรึกษาในโครงการ เล่าว่า สิ่งสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการคือการปรับตัว ช่องทางการขายผ่านออนไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งทางออก การมีเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าของตัวเองนั้นเป็นช่องทางการขายที่ดี ทำให้มีพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวของสินค้า สามารถบอกรายละเอียดต่าง ๆ ได้ ทั้งยังได้เห็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจนขึ้น ส่งผลให้การออกแบบสินค้าตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง หัวใจสำคัญสำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในปัจจุบันคือการสร้างแบรนด์ที่ต่างจากเดิม เพราะฉะนั้นขนาดของธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตต้องเข้าใจวิธีการตกแต่งบ้านมากขึ้นควบคู่กับเทรนด์ที่ผู้บริโภคต้องการ แต่ก็ต้องมีดีไซน์ที่เฉพาะตัว ดึงความต่างให้เกิดความโดดเด่นให้กับแบรนด์ตนเองด้วย

ด้านผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ‘ปริยาพร ธรรมรังษีนักออกแบบจากแบรนด์ MOBELLA (โมเบลล่า) เล่าถึงสินค้าที่ได้ Collab ในโครงการว่า มีการพัฒนาสินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ MOBELLA x I-SPA x PASAYA เป็นการพัฒนาสินค้าอ่างอาบน้ำให้มีฟังก์ชันการพักผ่อนแบบโซฟา สำหรับโซนนั่งเล่น หรือชานระเบียง, MOBELLA x LA VIE ออกแบบสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มตลาดอาหรับ (Middle East) และกลุ่มตลาดอินเดียสมัยใหม่ (Modern Indian) และ MOBELLA x PRIMPRAEWA คือการพัฒนาสินค้าร่วมกับผ้าไหมไทยให้มีความสากลและเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้นการเข้าร่วมโครงการนี้ช่วยสร้างประโยชน์และแนวทางใหม่สำหรับการดีไซน์และพัฒนาสินค้า ได้รู้จักวัสดุและเรียนรู้กระบวนการผลิตใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาพัฒนาสินค้าเดิมของแบรนด์ให้มีจุดแข็งทางด้านดีไซน์และทางการตลาดมากขึ้น การคิดนอกกรอบและทำอะไรแปลกใหม่จากตัวตนเดิมของแบรนด์ ทำให้สินค้าเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้นอีกทั้งยังช่วยสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ขึ้นมาได้อีกด้วย ซึ่งช่วยเกื้อหนุนทั้งภาพลักษณ์และก่อให้เกิดประโยชน์ทางการตลาดแก่กันและกัน

ส่วน ‘นิตยา จังสถิตย์กุล’ รองประธานกรรมการ บริษัท บาธรูม ดีไซน์ ไอ-สปา จำกัด แบรนด์ I-SPA เล่าว่า เคยผ่านการ Collab แบรนด์สินค้ามาก่อนกับ DEESAWAT ตั้งแต่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาโดยใช้ไม้สักมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าในห้องน้ำ และเมื่อพบว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดโครงการนี้จึงเข้าร่วมทันที ซึ่งทำให้ได้พบกับเจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ใช้วัสดุในการผลิตที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เปิดมุมมองการพัฒนาสินค้าได้กว้างขึ้น สร้างโอกาสให้ได้เลือกใช้เทคนิคและวัสดุใหม่ ๆ มาเป็นส่วนประกอบของสินค้ากันในอนาคต ตลอดจนโอกาสด้านอื่น อาทิ การเพิ่มกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพิ่มช่องทางรับรู้ และเพิ่มช่องทางสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญช่วยเรื่องการมองความเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์และสะท้อนมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์เห็นงานออกแบบมามาก ซึ่งหลังจากนี้น่าจะทำให้เกิดการสร้างสรรค์สินค้าและเกิดความร่วมมือกันในมิติใหม่ ๆ แน่นอน