Newscurveonline.com : ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูฝน กรุงเทพฯซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มและมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ มักเกิดสภาวะน้ำท่วมขัง หรือน้ำรอการระบาย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดการตั้งคำถามว่าในอนาคตกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร? จะเกิดน้ำท่วมกลายไปเป็นเมืองลอยน้ำหรือไม่? รวมถึงจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด?
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (FutureTales Lab by MQDC) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา “ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ” (FutureTales Lab by MQDC) ได้ทำการศึกษาและวิจัยในเรื่องแนวโน้มของการดำรงชีวิตของคนเมืองและรูปแบบการพัฒนากรุงเทพฯ ในอนาคตว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และการใช้ชีวิตของผู้คนจะเป็นเช่นไร ร่วมกับนักวางแผนด้านการพัฒนาเมืองระดับโลกและทีมนักพัฒนาเมือง ภายใต้บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยล่าสุดในประเด็นที่คนกรุงตั้งคำถามถึงความเปราะบางของเมืองต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น จึงได้ทำการศึกษาเพื่อให้เห็นถึงผลกระทบของเมืองในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น และเพื่อที่จะมองว่าเมืองอย่างกรุงเทพฯ ในอนาคตนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดยคาดการณ์รูปแบบเมืองได้เป็น 4 สถานการณ์ ได้แก่
1.กรุงเทพฯ เมืองสีเขียว (Green Metropolis) กรุงเทพฯ สามารถพัฒนาเป็นเมืองสีเขียวได้หากมีการจริงจังด้านกฎหมายและการเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนเมืองด้วยการปรับตึกสูงให้กลายเป็นอาคารสีเขียวที่ได้รับการออกแบบอย่างดี โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากร พลังงาน และสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเราจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพกายที่ดีรวมไปถึงสุขภาพใจที่พร้อมต่อการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ จากพื้นที่สีเขียวที่มากขึ้นจะช่วยส่งผลถึงคุณภาพอากาศที่ดีและช่วยปรับคุณภาพอากาศได้อย่างยั่งยืน
2.กรุงเทพฯ เมืองแห่งแม่น้ำ (River City) เมื่อระดับน้ำในเมืองมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นและพื้นดินที่อาศัยทรุดตัวลงอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้คนต้องปรับตัวเพื่อดำรงชีวิตในภาวะน้ำที่เพิ่มขึ้น โดยจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยให้เราสามารถตั้งถิ่นฐานบนผิวน้ำได้และก่อให้เกิดการเติบโตจนเป็นเมืองที่สามารถอยู่รอดได้แม้จะมีผืนแผ่นดินที่น้อยลง มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้อยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างยั่งยืน เช่น ชุมชนการค้าลอยน้ำที่ทำให้เกิดจุดเชื่อมต่อการเดินทาง เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกับแม่น้ำ หรือการทำฟาร์มแสงอาทิตย์บนผิวน้ำ โดยการแปลงความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซลาร์เซลล์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
3.กรุงเทพฯ เมืองป้องกันมลพิษ (Indoor City) เป็นสถานการณ์ที่ไม่อยากให้เกิด เมื่อสภาพเมืองในอนาคตพังทลาย อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น มลพิษทางอากาศที่ย่ำแย่ ยากต่อการใช้ชีวิตภายนอกอาคาร สาเหตุอาจเกิดจากวิถีการดำเนินชีวิตที่ไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมและนโยบายเมืองที่ไม่สนับสนุนต่อการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสภาพเมืองมีฝุ่นมากและอากาศร้อน คนก็จะเปิดแอร์และเก็บตัวใช้ชีวิตอยู่ในอาคารแบบปิด และเมื่อหนาวจากการเปิดแอร์ก็จะหลบอยู่ในผ้าห่ม แทนที่จะปรับอุณหภูมิแอร์ในห้องให้เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งการปรับตัวของเมืองภายใต้สภาวะอากาศภายนอกที่เป็นพิษอาจจะมีการสร้างทางเดินเชื่อมระหว่างอาคาร เพื่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในเมือง จะถูกปกคลุมด้วยโครงสร้างที่สามารถปกป้องมลภาวะทางอากาศนอกอาคาร จากสถานการณ์นี้คาดการณ์ได้ว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำแบบสุดขั้ว ทั้งในรูปแบบการเข้าถึงสิทธิ์อากาศหายใจที่สะอาดซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่ไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้น
4.กรุงเทพฯ เมืองรับมือกับภัยพิบัติ (Disaster – Resilient City) สถานการณ์ที่อยากให้เกิดมากที่สุดในรูปแบบเมืองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เป็นมุมมองการพัฒนาเมืองไปพร้อมกับการรับมือภัยพิบัติซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญปัญหาอุทกภัยกว่า 213 ครั้ง ในช่วง 20 ปี ระหว่างปี 2532–2552 และในปี 2554 มีพื้นที่ประสบอุทกภัยกว่า 69.02 ล้านไร่ จากหลากหลายภัยพิบัติทำให้เมืองต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถช่วยรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เช่น การปรับพื้นที่สีเขียวในหน้าแล้งเป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูฝน รวมถึงปรับได้ทุกรูปแบบของการดำเนินชีวิต เป็นต้น นอกจากนี้ กรณีน้ำท่วม หรือแม้แต่ปัญหาภัยแล้ง ควรมีพื้นที่รองรับน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในเมือง หรือพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง อีกทั้งเตรียมพื้นที่สาธารณะที่สามารถรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คน รวมไปถึงสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของเมือง ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติขึ้นยังสามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่รองรับคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและตั้งเป็นจุดช่วยเหลือได้ในเวลาจำเป็น
“เราเชื่อว่าวิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมต่าง ๆ ของพวกเราทุกคนในปัจจุบันล้วนจะส่งผลให้อนาคตมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่มุมการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การใช้เทคโนโลยี การเดินทาง และการดูแลสุขภาพ ตลอดจนแนวโน้มของนโยบายภาพใหญ่ของภาครัฐบาล ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเราต้องเตรียมตัวในหลากหลายมิติ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมืออย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน” ดร.การดี กล่าวในตอนท้าย
ข้อมูลอ้างอิง
https://www.thaiwater.net/web/index.php/flood-history.html
https://thaipublica.org/wp-content/uploads/2012/10สถิติภัยพิบัติของไทย.pdf